ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ลดต่ำสุดในรอบ 24 เดือน กำลังซื้ออ่อนแอ หนี้พุ่งสูง
ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ลดต่ำสุดในรอบ 24 เดือน จากกำลังซื้ออ่อนแอ หนี้พุ่งสูง ธุรกิจรายย่อยขาดสภาพคล่อง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน 2567 ปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 อยู่ที่ระดับ 87.2 ลดลงจาก 88.5 ในพฤษภาคม 2567 และเป็นการปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ24 เดือนนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565
โดยมีปัจจัยจาก เศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวช้า ความต้องการซื้อสินค้าในประเทศยังไม่ฟื้นตัวทั่วถึง ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังอ่อนแอ
จากปัญหาหนี้เสียที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่อาศัยหนี้รถยนต์ บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ส่งผลให้การบริโภคในประเทศชะลอลง ขณะที่ ผู้ประกอบการ SMEs ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง และเงินทุนหมุนเวียน เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก
ส่วนคาดการณ์ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม 3 เดือนข้างหน้า ปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 33 เดือนนับตั้งแต่ตุลาคม 2564 อยู่ที่ระดับ 93.4 จาก 95.7 ในเดือนพฤษภาคม 2567 โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายการปรับขึ้นขั้นจ้างต่ำ 400 บาททั่วประเทศ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านต้นทุน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs นอกจกนี้ ยังปัญหาความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ กระทบต่อราคาน้ำมัน และห่วงโซ่การผลิตในตลาดโลก และยังมีความกังวลสงครามการค้า จีน-สหรัฐ รอบใหม่ หลังสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน อาจทำให้สินค้าจีนเข้ามาแข่งขันในไทยเพิ่มขึ้น
นายเกรียงไกร ยังระบุถึงสถานการณ์การปิดตัวของโรงงานในประเทศ สาเหตุมาจากความสามารถในการแข่งขันลดลง ต้นทุนการผลิต ทั้งค่าแรงและค่าไฟฟ้าสูงกว่าขึ้น ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าเดิมย้ายฐานไปยังเพื่อนบ้าน ขณะที่การลงทุนใหม่ของกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทค ยังลงทุนในไทยไม่มาก แต่เลือกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน
โดยสถิติการปิดตัวของโรงงาน เทียบกับปีที่ผ่านมา พบว่า ใน 5 เดือนแรก ปี 66 มีโรงงานปิดตัว 358 แห่ง มูลค่าเฉลี่ย 117 ล้านบาทต่อโรงงาน ขณะที่ปี 67 มีโรงงานปิดตัวแล้ว 600 กว่าแห่ง มูลค่าลดลงเฉลี่ย 27ล้านบาทต่อโรงงาน สะท้อนว่า กลุ่มโรงงานขนาดเล็กกำลังมีปัญหา ต้องเร่งหามาตรการกระตุ้นประสิทธิภาพการผลิต
ขณะที่สถิติการเปิดโรงงานใหม่ 5 เดือนแรก ปี66 มีจำนวน 809 แห่ง มูลค่าเฉลี่ย 78ล้านบาทต่อโรง ขณะที่ ในปี 67 มีจำนวน1,009 แห่ง มูลค่าเฉลี่ย170 ล้านบาทต่อโรงงาน สะท้อนว่า โรงงานที่เปิดใหม่ มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น
สำหรับสถิติการปิดตัวของโรงงาน เทียบกับปีที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มโรงงานขนาดเล็กปิดตัวจำนวนมาก โดยใน 5 เดือนแรก ปี 66 มีโรงงานปิดตัว 358 แห่ง มูลค่าเฉลี่ย 117 ล้านบาทต่อโรงงาน ขณะที่ปี 67 มีโรงงานปิดตัวแล้ว 600 กว่าแห่ง มูลค่าเฉลี่ย 27ล้านบาทต่อโรงงาน สะท้อนว่า กลุ่มโรงงานขนาดเล็กกำลังมีปัญหา ต้องมีมาตรการมากระตุ้นการผลิต
นายเกรียงไกร ยังแสดงความกังวลถึง การปรับขึ้นค่าไฟรอบใหม่เดือนกันยายนถึงธันวาคม 2567 จะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก และกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน เมื่อเทียบประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนามที่ราคาค่าไฟฟ้า เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2.70 บาทต่อหน่วย ซึ่ง ภาคเอกชน ได้เคยวิงวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยลดค่าไฟฟ้า เพราะราคาเดิมที่ 4.18 บาทต่อหน่วย ผู้ประกอบการ ก็รับไม่ไหว หากปรับขึ้นอีกอาจลามไปถึงต่างชาติ พี่อยากจะมาลงทุนในไทยโดยเฉพาะกลุ่ม FDI มีการทบทวนการลงทุน ซึ่งจะทำให้ไทยเสียโอกาส
ส่วน ความเห็นต่อที่โครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่าน ดิจิทัลวอลเล็ต นายเกรียงไกร ระบุว่า แม้นายเศรษฐาทวีสินนายกรัฐมนตรี ประกาศความชัดเจนในการเปิดรับลงทะเบียนที่ 1 สิงหาคมนี้ แต่ภาคเอกชน ก็ยังจะรอความชัดเจน ในแถลงรายละเอียดโครงการในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลได้รับข้อท้วงติงจากหลายหน่วยงาน และมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดของโครงการมาโดยตลอด
ส่วนกรณีที่นักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม 6 คน เสียชีวิตในโรงแรมหรูกลางกรุง นายเกรียงไร ยอมรับว่า มีความกังวลถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่หากเจ้าหน้าที่ สามารถสรุปคดีได้อย่างเปิดเผย รวดเร็ว และ ไม่ได้มีคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง เชื่อว่าจะเป็นผลกระทบเพียงระยะสั้น
อิหร่านมีแผนสังหาร “ทรัมป์” ก่อนเหตุลอบยิงในเพนซิลเวเนีย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB